วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

ตรวจสุขภาพ...เพื่ออะไร? (ตอนที่1)

ตรวจสุขภาพ.....เพื่ออะไร?

การตรวจสุขภาพเป็นบริการที่ทุกหน่วยงานจัดให้กับพนักงานหรือข้าราชการ แต่ความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการตรวจสุขภาพมีมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักในเรื่องสุขภาพ องค์การอนามัยโลกจึงให้ความหมายของการตรวจสุขภาพว่า คือ การตรวจหาปัจจัยเสี่ยงอันจะส่งผลทำให้สุขภาพเสียไป ซึ่งเกิดจากความไม่ตระหนัก ความไม่ทราบ ไม่ยอมรับทราบและไม่ยอมปฏิบัติทั้งๆที่ทราบแล้ว ดังนั้นการตรวจสุขภาพ จึงเน้นที่การตรวจก่อนการเป็นโรค เพื่อจะได้ทราบปัจจัยเสี่ยงและแก้ปัจจัยเสี่ยงก่อนที่จะเป็นโรค คำว่าตรวจสุขภาพ หลายๆ คนต้องคิดว่าเป็นการไปโรงพยาบาลและให้แพทย์ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ตรวจร่างกายของเรา แต่สิ่งที่ท่านคิดหรือปฏิบัติอยู่เป็นเพียงบางขั้นตอนของการตรวจสุขภาพเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะประกอบไปด้วย การตรวจสุขภาพด้วยตนเอง การตรวจสุขภาพโดยแพทย์และการตรวจสุขภาพทางห้องปฏิบัติการ โดยจะกล่าวถึงการตรวจสุขภาพเรียงตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสุขภาพด้วยตนเอง
การตรวจสุขภาพด้วยตนเองเป็นขั้นตอนแรก และเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะการตรวจสุขภาพด้วยตนเองเป็นวิธีการหนึ่ง ซึ่งจะสนับสนุนให้บุคคลมีสุขภาพดี เนื่องจากจะเห็นว่าสุขภาพเป็นสภาวะของร่างกายที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สลับไปมาระหว่างการมีสุขภาพดีและไม่ดี ประกอบกับการมีวิถีชีวิตแบบใหม่ตามวัฒนธรรมต่างชาติ การมีพฤติกรรมเสี่ยงในการบริโภค การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ การทำงานภายใต้เวลาที่จำกัด การทำงานล่วงเวลาเพื่อความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ การเผชิญสถานการณ์ที่คับขัน และเคร่งเครียด ซึ่ง ล้วนเป็นปัจจัยในการ บั่นทอนระบบการทำงานของร่างกายให้ผิดปกติไปจากเดิมได้ทั้งสิ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตรวจสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อค้นหาความผิดปกติหรือค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความผิดปกติของร่างกายก่อนที่จะเกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรง เพราะทุกคนจะทราบว่าอวัยวะแต่ละส่วนของตนเองในภาวะปกติมีสภาพเป็นอย่างไร และเมื่อผิดปกติจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร การที่บุคคลจะสามารถบอกถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ชัดเจนจึงต้องเป็นผู้ที่มีการตรวจสุขภาพตนเองอยู่สม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพด้วยตนเองจะต้องตรวจเพื่อสังเกตหาความผิดปกติของร่างกายใน 2 ลักษณะคือ การตรวจอวัยวะของร่างกายและการตรวจสภาพการทำงานของร่างกาย นั่นเอง

1 การตรวจอวัยวะของร่างกาย
เป็นการตรวจที่สามารถสังเกตความผิดปกติของอวัยวะได้จากลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
  • บริเวณใบหน้า ควรตรวจดูว่าใบหน้ามีลักษณะเหลือง ซีด แดง บวม อิดโรย มีการอักเสบที่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งบนใบหน้าหรือไม่
  • บริเวณดวงตา ควรตรวจดูลักษณะของตาและการทำงานของตา เช่น มีอาการตาแดง บริเวณตาขาวมีลักษณะเป็นสีเหลือง คันตา ตาอักเสบ ตามัว หนักตา ลืมตาไม่ขึ้น มีขี้ตามาก น้ำตาไหล แสบตา มองภาพผิดปกติไป หรืออื่น ๆ
  • ภายนอกลำคอและภายในลำคอ หากเป็นภายนอกลำคอควรสังเกตดูว่ามี เม็ด ตุ่ม หรือบวม ส่วนลักษณะภายในลำคอควรสังเกตว่ามีอาการเจ็บคอ ไอ หรือมีเสียงแหบ
  • บริเวณปากและภายในช่องปาก ควรตรวจดูว่าภายในช่องปากมีฝ้าที่ลิ้น หรือ มีอาการบวมแดงของลิ้น นอกจากนั้นให้ดูลักษณะของริมฝีปากว่าแห้ง แตก แดง มีแผลบริเวณ มุมปาก เป็นเริม เป็นผื่น แพ้ ลอกเป็นขุย บวม เป็นตุ่มเล็ก ๆ เป็นปากนกกระจอก หรือเป็นมะเร็ง เป็นต้น
  • บริเวณทั่ว ๆ ไปของผิวหนัง บริเวณลำตัว แขน และขา ว่ามีผดผื่นคันซีด บวมแดง หรือมีการอักเสบ
  • ความผิดปกติที่เส้นผมบนศีรษะ เช่น การแตกปลาย แห้ง กรอบ มีรังแค หรือหนังศีรษะอักเสบ ตลอดจนภาวะผมร่วง
  • ความผิดปกติที่เกิดบนเล็บ เช่น การมีดอกขาวขึ้นบนเล็บ เล็บเป็นร่องเล็บเป็นเชื้อรา หรือรูปร่างของเล็บเปลี่ยนไป
  • ความสะอาดของฟัน การมีเลือดออกตามไรฟัน การมีหินปูน การมีรูบนผิวฟัน ฟันผุ ฟันโยก หรือเหงือกอักเสบ
  • การได้ยินของหูทั้ง 2 ข้าง สังเกตดูว่ามีอาการคันหู หูอื้อ ปวดหู มีเสียงในหู หรือการทรงตัวที่ผิดปกติ
  • ลักษณะของมือ แขน และขา ว่ามีลักษณะชา เขียวคล้ำ ยกไม่ขึ้น ปวด หรือขยับเขยื้อนลำบาก
  • อาการที่ผิดปกติที่อวัยวะเพศ เช่น การตกขาวในหญิง การมีหนอง มีผื่นคัน การอักเสบบริเวณอวัยวะเพศ และขาหนีบ
2. การตรวจสภาพการทำงานของร่างกาย
เป็นการตรวจสภาพการทำงานของร่างกาย เพื่อนำผลไปประกอบการประเมินสุขภาพของตนเองได้ ซึ่งสามารถสังเกตจากลักษณะการทำงานของร่างกาย ดังนี้
  • การรับประทานอาหาร ให้พิจารณาว่ามีความอยากรับประทานอาหารมากหรือน้อยกว่าปกติ จนมีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง มีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาเจียนปนเลือด
  • การหายใจ ให้สังเกตว่ามีอาการ การหายใจขัด หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ชีพจรเต้นเร็วหรือช้าเกินไป หน้ามืดบ่อย
  • ระดับอุณหภูมิของร่างกาย ให้สังเกตดูว่าร่างกายมีระดับอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส การมีอาการไข้ ตัวร้อน ผิวแห้ง กระหายน้ำ ระดับอุณหภูมิที่เป็นอันตราย คือ ระดับต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้เซลล์สมองตาย และถ้าสูงเกิน 43 องศาเซลเซียส อาจทำให้เสียชีวิตได้
  • การปวดตามตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดข้อ ปวดกระดูก หรือปวดที่อวัยวะหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • การขับถ่ายปัสสาวะ ให้สังเกตความบ่อยในการปัสสาวะ สีของปัสสาวะหากมีสีน้ำตาลเข้ม มีฟองมากผิดปกติ มีการตกตะกอนมาก ต้องปรึกษาแพทย์ นอกจากนี้ให้สังเกตอาการขณะถ่ายปัสสาวะ เช่น มีอาการแสบขณะปัสสาวะ ก็เป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ เช่นกัน
  • การถ่ายอุจจาระ ให้สังเกต สี กลิ่นที่เหม็นผิดปกติ หากอุจจาระมีสีดำอาจเป็นเพราะมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะปัจจุบันปัญหาโรคกระเพาะอาหารสามารถนำไปสู่โรคร้ายได้หลายชนิด จากการสังเกตอวัยวะและสภาพการทำงานของร่างกายแล้ว

ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจและรับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เหมาะสม แต่ถ้าแพทย์สงสัยความผิดปกติดังกล่าวอาจจำเป็นต้องตรวจสุขภาพทางห้องปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องอีกครั้ง

ติดตามตอนที่ 2 --> การตรวจสุขภาพโดยแพทย์

2 ความคิดเห็น:

  1. ได้เปิดอ่านแล้วดีมากๆเลย จะคอยติดตามอ่านเรื่องสนุกๆ .... และสามารถใช้บล็อคเป็นช่องทางติดต่อกับนักศึกษาและอธิบายงานที่มอบหมายให้ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจ และติดตามเรื่องงานกับนักศึกษาได้
    พระรังสรรค์ พิมพ์ช่างทอง

    ตอบลบ